ใบอนุญาตนำเที่ยว
      เลขที่ 21/00509
................................................
Tel. 095-223-9564
092-354-1654
Fax. 054-772-513
E-mail :
phukatour@hotmail.com
   
................................................

พยากรณ์อากาศวันนี้

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราวันนี้
สถิติผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
ออนไลน์อยู่ 1 คน
ผู้ชมทั้งหมด 2,283,601 คน
เริ่มนับเมื่อ 29 ส.ค. 54


วัดพระธาตุแช่แห้ง

        เป็นพระรามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ที่บ้านหนองเต่า หมู่ที่ 3 ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ห่างจากตัวอำเภอเมืองน่านประมาณ 3 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 84 ไร่ เป็นปูชนียสถานที่สำคัญยิ่งของชาวน่าน มีอายุมากกว่า 600 ปี เจ้าผู้ครองนครน่านทุกพระองค์ได้ซ่อมแซมรักษาไว้ให้ลูกหลานได้สักการะมหาธาตุเจ้าเป็นประจำทุกปี ระหว่างวันขึ้น 11 ค่ำ ถึง 15 ค่ำ เดือน 6 (เหนือ) หากนับจันทรคติก็จะอยู่ราวปลายเดือนกุมภาพันธ์หรือประมาณเดือนมีนาคมของทุกปี หรือเรียกประเพณีหกเป็ง (ไหว้สาพระธาตุแช่แห้ง)และที่สำคัญยังเป็น พระธาตุประจำปีเถาะ ตามคติการไหว้พระธาตุตามปีนักษัตรของชาวล้านนา
        ตามพงศาวดารเมืองน่านกล่าวว่า พระยาครานเมืองได้ครองเมืองวรนครเมื่อ พ.ศ. 1896 ได้รับเชิญจากพญาโสปัตตกันทิ (พระยาลิไท) เมืองสุโขทัย ให้ไปช่วยสร้างวัดหลวงอภัย (วัดป่ามะม่วง ซึ่งเป็นวัดอรัญวาสอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางด้านตะวันตก) เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้มอบพระธาตุเจ้า 7 องค์ กับพระพิมพ์ทองคำ 20 องค์ พระพิมพ์เงิน 20 องค์ พระยาครานเมืองเมื่อได้ของดีวิเศษก็มีความชื่นชมยินดียิ่งนัก จึงนำไปสำแดงแก่มหาเถรเจ้าธรรมบาลที่เมืองปัว ถามว่าควรจักประจุพระธาตุเจ้านี้ไว้ ณ ที่ใด พระมหาเถรเจ้าเมื่อได้พิจารณาดูแล้วก็ตอบกับพระยาครานเมืองว่า ควรเอาไปประจุไว้ที่ดอยภูเพียงแช่แห้ง เมื่อพระยาครานเมืองได้ยินเช่นนั้นก็มีความชื่นชมยินดี แล้วป่าวร้องพสกนิกรทั้งหลายและเสนาอำมาตย์ทั้งมวลนิมนต์มหาเถรเจ้าลงไปด้วย แห่เอาพระธาตุเจ้ามาแต่เมืองปัว เดินทางไปตามลำน้ำน่านลงไปที่ “ภูเพียงแช่แห้ง”
        การเดินทาครั้งนั้นว่ากันว่าเป็นการเดินทางด้วยทางน้ำ เป็นขบวนแพ ซึ่งในขบวนแพเสด็จครั้งนั้น มีชายหญิงคู่หนึ่ง ชื่อ ปู่คำมากับย่าคำบี้ ทั้งคู่ต่างเป็นปฏิภาณกวีได้ขับซอร้องโต้ตอบกัน ซึ่งบรรยายถึงความงดงามของวิวทิวทัศน์ของลำน้ำน่านขณะล่องแพ สร้างความครึกครื้นให้กับขบวนเสด็จเป็นอันมาก จึงกล่าวได้ว่า ปู่คำมาและย่าคำบี้ เป็นผู้ให้กำเนิดซอเมืองน่าน ที่เรียกว่า “ซอล่องน่าน”
        พ.ศ.2019 ขณะนั้นเมืองน่านย้ายจกเมืองภูเพียงแช่แห้งมาอยู่ที่บ้านห้วยไค้ (เมืองน่านในปัจจุบัน) และได้ตกเป็นเมืองขึ้นของเชียงใหม่ พระเจ้าติโลกราชแห่งเมืองเชียงใหม่ก็ให้ท้าวขาก่านมาครองเมืองน่าน และได้ทำการบูรณะพระธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง ซึ่งเวลานั้นถูกทอดทิ้งรกเป็นป่าไม้ไผ่คลุมและมีเครือเถาวัลย์ปกคลุมไปหมดเป็นเพียงแนวจอมปลวกเท่านั้น ก็พากันแผ้วถาง สร้างสักการบูชาด้วยช่อตุง เยน เครื่องหอม พอตกกลางคืนพระธาตุเจ้าก็เปล่งปาฏิหาริย์รุ่งเรืองรัศมี ท้าวขาก่านเห็นดังนั้น จึงให้ขุดจอมปลวกลึกลงไป 1 วา ก็ได้เห็นต้นปูนใส่ทองเทศใหญ่ มีฝาปิดสนิท พอเปิดออกดู ก็เห็นพระธาตุเจ้า 7 องค์ กับพระพิมพ์เงิน 20 องค์ พระพิมพ์ทองคำ 20 องค์ จึงนำไปประจุไว้ที่ดอยภูเพียงแช่แห้งเหมือนเดิม แล้วก่อเจดีย์สวมสูง 6 วา
        พ.ศ.2169 พระยาพรหมิปาลฤกษ์ได้ยกทัพมาตีเมืองน่าน และได้ครอบครองเมืองน่านแล้ว เล็งเห็นว่า พระธาตุแช่แห้งหักพังลงมา จึงได้ป่าวร้องเสนาอำมาตย์ ชาวเมือง พากันสร้างปฏิสังขรณ์พระธาตุแช่แห้งโดยใส่ทองจังโกลงมาจนถึงแผ่นดิน
        พ.ศ. 2342 แต่ก่อนที่เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญครองเมืองน่านนั้นว่างเปล่าสาบสูญ โจรผู้ร้ายก็มาหักยอดมหาเจดีย์เจ้าแช่แห้ง ดังนั้น เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญจึงเล็งเห็นพุทธศาสนาเป็นที่มัวหมองต่ำช้า จึงพาเอาเจ้านาย ท้าวขุน บ่าวไพร่ทั้งหลายไปบูรณปฏิสังขรณ์แผ้วถางยังวัดหลวงแช่แห้ง บริเวณหน้ามหาธาตุแล้วให้ก่อตั้งประตูโขลน นำแกนเหล็กยอดพระธาตุมาทำใหม่ โดยต่อให้สูงขึ้นอีก 1 ศอก เพิ่มเกิ้งใหม่อีก 2 ใบ รวมทั้งหมดเป็น 9 ใบ แล้วจึงแตงสร้างแปงหงส์ 1 ตัว เพื่อคาบเกิ้งขึ้นต่าง
        พ.ศ. 2362 เจ้าสมุนเทวราชครองเมืองน่าน ก็เล็งเห็นว่าวิหารหลวงวัดแช่แห้งเป็นที่เสื่อมโทรม ท่านก็ได้ให้ญาติวงศาและเสนาอำมาตย์บูรณะใหม่ พอถึงเดือน 6 เพ็ญ วันอาทิตย์ เจ้าสุมนเทวราชพร้อมด้วยมเหสี เสนาอำมาตย์ทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกกระทำพุทธาภิเษก บูชาพระมหาธาตุ พอถึงเดือน 6 แรม 6 ค่ำ วันศุกร์ เกิดแผ่นดินไหว ยอดพระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้งก็หักลงมาห้อยอยู่
        พ.ศ. 2379 เจ้าอชิตวงศ์ครองเมืองน่านก็เสด็จขึ้นเมืองแช่แห้ง ต่อแกนพระธาตุเจ้า ซึ่งแต่เดิมเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญสร้างมี 12 ศอก พร้อมกับเจ้านาน ท้าวพระยาสังฆเจ้านำเอายอดที่คตไปทางตะวันออกลมาดัด แล้วต่อให้ยาวขึ้นอีก 4ศอก รวมเป็น 16 ศอก ฉัตรและเกิ้งแต่เดิมมี 9 ใบ สร้างเติมอีก 2 ใบ รวมเป็น 11 ใบ
        พ.ศ. 2391 เจ้ามหาวงศ์ครองเมืองน่าน ก็ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซ่อมแซมวัดต่าง ๆ สำหรับวัดพระธาตุแช่แห้งนั้น ท่านได้สร้างเจดีย์ขึ้น 4 องค์ เหนือปากขันหลวงมหาธาตุหลวงเจ้าภูเพียงแช่แห้ง 4 ด้าน ซ่อมแซมวิหารหลวง ศาลาบาตร ประตูโขลน ศาลานางป้อง ได้เชิญแกนเหล็กขึ้นใส่ เอาฉัตรและเกิ้งขึ้นแถมอีก 2 ใบ ดอกบัวเงิน 6 ดอก ดอกบัวคำ 6 ดก สร้างกระดิ่งห้อย 10 ลูก สร้างพระพุทธรูป 3 องค์ แล้วทำบุญเฉลิมฉลอง
        เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ต่อ ๆ มา เช่น พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ พ.ศ. 2446-2461 ก็ได้ทำนุบำรุงวัดพระธาตุแช่แห้งหลายอย่างเช่น สร้างเจดีย์แช่แห้งน้อย บูรณะโบสถ์ ปฏิสังขรณ์มหาธาตุแช่แห้งใหญ่ วิหารพระเจ้าทันใจ สร้างศาลาบาตรรอบบริเวณเจดีย์ในบริเวณวิหารพระไสยาสน์ สร้างนาค 2 ตัว ข้างถนนขึ้นองค์พระธาตุเป็นต้น
        มหาธาตุแช่แห้ง เป็นปูชนียสถานที่สำคัญของคนน่านทุกคน มีอายุมากกว่า 600 ปี โดยเจ้าผู้ครองนครน่านทุกพระองค์ได้ทำการซ่อมแซมรักษาไว้ให้ลูกหลานรุ่นหลังได้นมัสการสักการะหมาธาตุเจ้าเป็นประจำทุกปี ระหว่างวันขึ้น 11 ค่ำ ถึง 15 ค่ำ เดือน 6 (เหนือ) หากจะนับจันทรคติก็จะอยู่ราวปลายเดือนกุมภาพันธ์ หรือประมาณเดือนมีนาคมทุกปี วัดพระธาตุแช่แห้งเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ที่ตั้งอยู่ที่ บ้านหนองเต่า หมู่ที่ 3 ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ระยะทางห่างจากอำเภอเมืองน่านประมาณ 3 กิโลเมตร มีเนื้อที่ 84 ไร่
        ประวัติการสร้าง วัดพระธาตุแช่แห้ง เดิมเป็นวัดราษฎร์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1896 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2103 เนื่องจากวัดพระธาตุแช่แห้งมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาและความสำคัญคู่บ้านคู่เมืองมานานกว่า 660 ปี จึงได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ และได้มีการกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน จำนวน 21 ไร่ 63 ตารางวา และต่อมาได้มีการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงเมื่อ พ.ศ. 2549 วัดพระธาตุแช่แห้งเป็นปูชนียสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จนอาจจะกล่าวได้ว่าถ้ามาถึงเมืองน่านแล้ว และไม่ได้มานมัสการพระธาตุแช่แห้ง เหมือนมาไม่ถึงเมืองน่าน
        ทุกๆปีในวันขึ้น 11 ค่ำ ถึง 15 ค่ำ เดือน 6 ของทางภาคเหนือ (ตรงกับเดือน 4 ของภาคกลาง) ชาวน่านจะร่วมกันจัดงานประเพณีนมัสการพระธาตุแช่แห้ง ชาวบ้านเรียกงานนี้ว่า “งานหกเป็งนัสการพระธาตุแช่แห้ง” และที่สำคัญพระธาตุแช่แห้ง ยังเป็น พระธาตุประจำปีเถาะ ตามคติการไหว้พระธาตุตามปีนักษัตรของชาวล้านนา
        วัดพระธาตุแช่แห้ง สร้างขึ้นร่วมสมัยกับกรุงสุโขทัย ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 โดยพระยาการเมืองตามพงศาวดารเมืองน่านได้กล่าวไว้ว่า พระองค์ได้บรรจุพระพิมพ์เงิน พระพิมพ์ทอง และพระบรมสารีริกธาตุ ที่ทรงได้รับจาก พระมหาธรรมราชาลิไท เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จลงไปช่วยสร้างวัดที่กรุงสุโขทัย ไว้ที่ใต้ฐานพระธาตุแช่แห้ง ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจึงถือว่าพระธาตุองค์นี้ เป็นปูชนียสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญยิ่งของประเทศไทยอีกแห่งหนึ่ง และผู้เจ้านครน่านองค์ต่อๆมา โปรดให้การทำนุบำรุงบูรณะซ่อมแซมมาโดยตลอด
สิ่งสำคัญภายในวัด
        องค์พระธาตุแช่แห้ง ปัจจุบันนี้ได้สร้างครบทับองค์เดิมไว้และขยายให้สูงขึ้นอีกสองครั้ง ครั้งแรกในสมัย ท้าวอ้ายยวมมาครองเมืองน่าน เมื่อ พ.ศ. 2032 และครั้งที่สอง ในสมัยเจ้าศรีสองเมือง หรือเจ้าพลศึกซ้ายไชยสงคราม องค์พระธาตุมีลักษณะเจดีย์ทรงระฆัง บุด้วยทองจังโก ปิดทองคำเปลวอีกชั้น องค์พระธาตุมีสีเหลืองอร่ามทั้งองค์ ส่วนฐานองค์พระธาตุทำเป็นกรานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ รองรับฐานบัวลูกแก้วอกไก่ในผังย่อเก็จ ถัดขึ้นไปเป็นฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยม
        พระวิหารหลวง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระยาการเมือง พ.ศ. 1902 อาคารมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตั้งอยู่ทางทิศใต้ขององค์พระธาตุ ที่ประตูทางเข้าด้านหน้ามีปูนปั้นรูปสิงห์สองตัวประดับอยู่ตามแบบศิลปะพม่า เหนือกรอบรูปประตูด้านหน้าและด้านหลังประดับลายปูนปั้นรูปนาคเกี่ยวกระหวัดกันอยู่แปดตัว หลังคาทรงจั่วซ้อนลดหลั่นกันสามชั้นตามแบบล้านนาประดับด้วยเครื่องสูงประเภทช่อฟ้า (รูปหัวนาค) ใบระกาหางหงส์ (รูปนาค) ปูนปั้น ชายคาตับล่างรับด้วยทวยไม้แกะสลัก ที่น่าสนใจคือตรงกลางสันหลังคาทำเป็นส่วนหางของนาคสองตัว เกี่ยวกระหวัดเกี่ยวกันขึ้นไปสามชั้น เป็นศิลปกรรมที่น่าจะได้รับอิทธิพลจากศิลปะล้านช้าง
        พญานาคราช ที่ปรากฏอยู่หน้าบรรหารวิหารหลวง ที่เกี่ยวกระหวัดทั้ง 8 ตัว เมื่อเพ่งพินิจให้ดีจะประกฎเป็นรูปเจดีย์และรูปองค์พระองค์พระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิและมีช่องดอกบัวตูม 7 ดอก โผล่พุ่งขึ้นมาด้านข้างซึ่งมีนัยที่แฝงด้งพุทธปรัชญา คือพญานาคราช 8 ตัว แทนพระธรรมคัมภีร์อริยมรรคแปด เป็นเส้นทาง 8 เส้นทางที่พระตถาคตทรงใช้สอนพุทธศาสนิกชนให้เดินสู่ความหลุดพ้น ส่วนหางของพญานาคราชคู่ที่ 1,2,3 เกี่ยวกระรัดกันเป็นบ่วงสามบ่วงสามชั้น แทนองค์สามในพระพุทธศาสนา แต่คู่ที่ 4 อยู่ด้านบนสุดนั้นเกี่ยวกระหวัดรัดกันเป็นสี่บ่วง แทนอริยสัจสี่ อัฎฐพญานาคราช ที่เกี่ยวกระหวัดรัดกันที่ปรากฏก็หมายถึง พระธรรมคัมภีร์ 84,000 พระธรรมขันธ์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
        ฐานชุกชี ในพระวิหารหลวงมี 2 ชั้น ชั้นที่ 1 อยู่ด้านหน้าตั้งเครื่องบูชา และเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไม้ปางมารวิชัย มีพระนามว่า พระเจ้าก๋ากิง ส่วนชั้นที่ 2 มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ 8 องค์ พระประธานองค์ใหญ่ เป็นพระประธานปางสมาธิก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง นามว่า “พระเจ้าอุ่นเมือง” เบื้องหน้าพระพักตร์ของพระประฐานมีพระสาวก 2 รูป ก่อด้วยอิฐถือปูนนั่งกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ ลักษณะหันหน้าเข้าหาพระประธาน องค์ที่ 2 รองลงมาเป็นพระพุทธรูป ปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์หุ้มด้วยปูน ลงรักปิดทอง มีนามว่า “พระเจ้าล้านทอง” องค์ที่ 3 เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย บนฐานลอยดอกพุทธตานไม่ปรากฏนาม องค์ที่ 4 เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย บนฐานกระต่ายชมจันทร์ องค์ที่ 5 เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีองค์เล็กที่สุด องค์ที่ 6 เป็นพระพุทธรูปไม้ประทับยืนสันนิฐานว่าสร้างในสมัยเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ องค์ที่ 7 และ องค์ที่ 8 เป็นพระพุทธรูปปางเทวดาประทับยืน โดยการนำทองที่ได้จากการบูรณะเจดีย์พระธาตุแช่แห้ง เมื่อ พ.ศ. 2536 หล่อขึ้นมาใหม่ ในปี พ.ศ. 2549 และภายปีเดียวกันนี้ได้มีการตัดไม้มะค่าโมงภายในวัด จำนวน 1 ต้น มาแกะสลักพระพุทธรูปปางเทวดา 2 องค์ มาแกะสลักพระพุทธรูปปางเทวดา 2 องค์ แทนพระพุทธรูปองค์เดิมที่ถูกการโจรกรรมตัดข้อพระบาทไปเมื่อ พ.ศ. 2524
        วิหารพระเจ้าทันใจ ไม่ได้ปรากฏหลักฐานในการสร้าง แต่ที่มีบันทึกในพงศาวดารไว้ว่าในสมัยพระญาหน่อคำเสถียรไชยสงคราม ในปี พ.ศ. 2103 และในสมัยพระจ้าอัตถวรปัญโญ เมื่อ พ.ศ. 2336 และในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เมื่อ พ.ศ. 2448
        ภายในวิหาร พระเจ้าทันใจ ไม่ได้ปรากฏในพงศาวดารว่าสร้างในสมัยใดแต่ได้มีการสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระยาครานเมือง พ.ศ. 1896 สร้างขึ้นพร้อมกับองค์พระธาตุแช่แห้ง เมื่อครั้งที่พญาการเมืองจากเมืองปัวมาตั้งอยู่เวียงภูเพียงแช่แห้ง
        พระพุทธรูปปางมารวิชัย มีลักษณะ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีศิลปะล้านนา ก่อด้วยอิฐถือด้วยปูนขนาดหน้าตัก 50 เซนติเมตร สูง 80 เซนติเมตร
        พระพุทธรูปปางสมาธิ มีลักษณะ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ก่อด้วยอิฐถือด้วยปูน หน้าตัก 50 เซนติเมตร สูง 80 เซนติเมตร ภายในวิหารยังมี “รอยพระพุทธบาทจำลอง” และมีรูปปั้นกระต่ายเป็นสัญลักษณ์ 7 ตัว
        วิหารพระพุทธไสยาสน์ พระพุทธไสยาสน์ พระประธานในวิหารพระพุทธไสยาสน์นี้สร้างในสมัยพระยาหน่อคำเสถียรไชยสงคราม(พ.ศ.2129)โดยมหาอุบาสิกานามว่า นางแสนพาลา มีศรัทธาสร้างพระนอนไว้เป็นที่สักการบูชาแก่คนทั้งหลาย เป็นพระพุทธรูปสร้างด้วยอิฐถือด้วยปูน ลงรักปิดทอง ยาว 14 เมตร สูง 2 เมตร ประดิษฐานบนฐานชุกชี ต่อมานสมัยเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ได้สร้างวิหารตามความดังนี้ “แลเมื่อ ร.ศ. 126 (2450) สร้างวิหารพระพุทธไสยาสน์ 1หลัง ยาว 10 วา 2 ศอก 10 นิ้ว กว้าง 4 วา 2 ศอก 10 นิ้ว และก่อกำแพงแก้วรบวิหาร 4 ด้าน ยาวด้านละ 18 วา 2 ศอก 10 นิ้ว ตรงมุมกำแพงแก้วด้านทางเข้า มีเจดีย์ทรงระฆังกลม นามว่า พระเกศแก้วจุฬามณี เป็นพระธาตุประจำนักษัตรปีจอ สร้างในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เมื่อ พ.ศ. 2451 ”
         พระอุโบสมหอุตย์ ตั้งอยู่ในเขตพุทธวาสชั้นนอก ก่อนจะเข้าพระธาตุเจดีย์แช่แห้ง และพระวิหารหลวง ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย และมีศิลปะล้านนา มีลวดลายหม้อดอกปูรณฆฏะด้านหลังพระประธาน
        พระธาตุแช่แห้งน้อย พระธาตุแช่แห้งน้อยพระธาตุตะโก้งจำลอง พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ให้ช่างจำลองเจดีย์แบบพม่าสร้างครอบเจดีย์องค์เดิมในเมื่อ พ.ศ.2451 มีลักษณะทางศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบพม่าองค์เจดีย์ตั้งอยู่บนเขตแก้วเตี้ย ซึ่งเป็นลักษณะของการลดขนาดของฐานเจดีย์ตามแบบศิลปะพม่า ฐานชั้นที่ 2 ขึ้นไปทำเป็นชุดฐานเขียงย่อเก็จลดหลั่นกันขึ้นไปรองรับชั้นฐานทำคล้ายฐานบัว 2 ชั้น และชั้นบัวถลา 1 ชั้น เหนือองค์ระฆังขึ้นไปในศิลปะแบบพม่าไม่นิยมทำชั้นบันลังก์ แต่จะต่อด้วยปล่องไฉนซ้อนลดหลั่นเรียงกันขึ้นไป ในส่วนบนเหนือปลียอดติดตั้งฉัตรครอบปลียอด
        นาคราชเชิงเนินวัดพระธาตุแช่แห้ง เป็นรูปพญานาคขนาดใหญ่ ระบุว่า ขนาดยาว 68 วา สูง 4 ศอก ยกหัวสูง 10 ศอก ตั้งไว้ 2 ข้างทาง สันนิษฐานว่าสร้างเมื่อ พ.ศ. 2349 ในสมัยเจ้าอัตถวรปัญโญ มีความหมายว่า สร้างเพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเบื่องล่าง (โลกมนุษย์) กับเบื้องบน (สวรรค์) ในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดชฯ ระบุว่า สร้างรูปนาคและถนนระหว่างนาคด้วย
        น้ำบ่อแก้ว กล่าวว่า บ่อแก้ว ( บ่อน้ำทิพย์ ) นี้ เมื่อ พ.ศ. 2373 เจ้าเมืองน่านได้ขุดบริเวณรอบเชียงของ พบว่า มีพลอยสีน้ำผึ้ง ขุดลึก 4 เมตร มีน้ำพุ่งขึ้นมาเต็มปากบ่อน้ำ ประชาชนจึงเชื่อกันว่าน้ำในบ่อน้ำนี้ เป็นน้ำวิเศษ จึงเรียกกันว่า “บ่อน้ำแก้ว” ซึ่งใช้น้ำในบ่นี้เพื่อประกอบพิธีทำน้ำอภิเษก
        ศาลเจ้าหลวงขาก่าน ตั้งอยู่ด้านหลังของวิหารพระพุทธไสยาสน์ ประดิษฐานพระรูปเจ้าหลวงขาก่าน ซึ่งเมื่อ พ.ศ. 2019 พระเจ้าติโลกราช ทรงแต่ตั้งให้เจ้าหลวงท้าวขาก่านปกครอง นครน่าน ซึ่งใน พ.ศ. 2510 – 2516 ยุคสมัยบ้านเมืองมีผู้ก่อการร้าย ทางชายแดนจังหวัดน่าน หลวงปู่โง่นโสรโยแห่งวัดพระพุทธบาทเขารวก อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ได้มาให้กำลังใจแก่เหล่าทหารในการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาหลวงปู่โง่นโสรโย ท่านได้นิมิตเห็นถึงเจ้าหลวงท้าวขาก่าน ซึ่งมาปรากฏกายให้เห็น หลวงปู่โง่นโสรโย จึงได้ปั้นพระรูปเจ้าหลวงขึ้นตามที่ปรากฏในนิมิตในลักษณะของนักรบโบราณ ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 พระครูวิสิฐนันทวุฒิ ( ปัจจุบันคือ พระชยานันทมุนี ) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุแช่แห้งรูปปัจจุบัน ได้ร่วมกับคณะศรัทธา สร้างหอคำหลวงเจ้าหลวงท้าวขาก่านขึ้นใหม่ดังที่ปรากฏยู่ในปัจจุบัน

น่าน ทัวร์น่าน ทัวร์หลวงพระบาง ทัวร์เวียดนาม ทัวร์อินโดจีน ทัวร์คุณภาพ ทัวร์,ท่องเที่ยว,บริษัททัวร์,เที่ยวไทย,รับจัดทัวร์,ทัวร์หมู่คณะ,แพ็คเกจทัวร์
Tag คำค้นหา