ใบอนุญาตนำเที่ยว
      เลขที่ 21/00509
................................................
Tel. 095-223-9564
092-354-1654
Fax. 054-772-513
E-mail :
phukatour@hotmail.com
   
................................................

พยากรณ์อากาศวันนี้

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราวันนี้
สถิติผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
ออนไลน์อยู่ 77 คน
ผู้ชมทั้งหมด 2,283,557 คน
เริ่มนับเมื่อ 29 ส.ค. 54


วัดภูมินทร์

        วัดภูมินทร์ เป็นวัดหลวงเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองน่านที่มีอายุยาวนานมากกว่า 400 ปี ตามพงศวดารเมืองน่านกล่าวว่า วัดภูมินทร์สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2139 โดยเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ หลังจากที่ได้ขึ้นครองนครน่านได้ 6 ปี มีปรากฏในคัมภีร์เมืองเหนือระบุว่า เดิมชื่อ “วัดพรหมมินทร์” หมายถึงพระพรหมผู้ยิ่งใหญ่ ตามพระนามของผู้สร้าง ภายหลังเพี้ยนชื่อเป็น “วัดภูมินทร์”

        เป็นวัดที่มีลักษณะแปลกกว่าวัดอื่นๆ คือ อุโบสถและวิหารสร้างเป็นอาคารหลังเดียวกันเป็นทรงจัตุรมุข (กรมศิลปากรได้สันนิษฐานว่าเป็นอุโบสถจตุรมุขหลังแรกของประเทศไทย) ก่อด้วยอิฐถือปูน หลังคาลดระดับ 3 ชั้น จัตุรมุขยื่นไปตามทิศทั้งสี่ มีประตูแต่ละมุข (ทวารทั้งสี่) และบันไดรองรับทางเข้าออก ส่วนที่เป็นอุโบสถวางแนวทางทิศเหนือ-ใต้ และตัววิหารวางแนวทางทิศตะวันออก-ตะวันตก โดยมีนาคพาดตามแนวบันได โดยหัวนาคอยู่ทางทิศเหนือ หางนาคอยู่ทางทิศใต้ จึงมีลักษณะ เหมือนพญานาคเทินวิหารไว้บนหลัง ตรงใจกลางของอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนปางมารวิชัย มีขนาดใหญ่ 4 องค์ ประทับนั่งบนฐานชุกชี หันพระพักตร์ออกด้านประตูทั้งสี่ทิศ หันพระปฤษฎางค์ชนกัน และมะมีพระธาตุเจดีย์เป็นแกนกลาง เป็นสถาปัตยกรรม ที่มีลักษณะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ทำหน้าที่3ประการคือ ประการแรกใช้เป็นวิหารหลวง ประการที่สองใช้เป็นอุโบสถเพื่อทำสังฆกรรม ประการสุดท้าย ประการสุดท้ายประการที่สามใช้เป็นพระธาตุเจดีย์

        จิตรกรรมฝาผนัง ภายในวิหารหรือุโบสถของวัดภูมินทร์ ประกอบไปด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง “คัทธนกุมารชาดก” เริ่มเดินทีล้านช้างได้นำชาดกเรื่อง “สีหนาทชาดก” ไปจากล้านนา แล้วได้มีการเปลี่ยนชื่อตัวละคร และยังได้มีการเปลี่ยนชื่อเรื่องใหม่เป็นเรื่อง “คันธนกุมาชาดก” แต่ก็ยังเค้าโครงเรื่องชาดกเดิม ต่อมาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยได้มีการรับอธิพลเรื่องนี้จากล้านช้าง มาเทศนาเผยแพร่จนได้กลายเป็นนิทานธรรมชิ้นเอกโดย พระเจ้าคันธนะ กลับชาติมาเกิดเป็น พระพุทธเจ้า , พระนางสีดา กลับชาติมาเกิดเป็น พระนางยโสธรา , พระนางสีไว กลับชาติมาเกิดเป็น พระอุบลวรรณาเถรี , เจ้าคัทธจัน กลับชาติมาเกิดเป็น พระราหุล , เจ้าเมืองศรีษะเกษ กลับชาติมาเกิดเป็น พระเจ้าสุทโธทนะ , หญิงม่าย กลับชาติมาเกิดเป็น พระนางศิริมหามายา , พญาไผ่ร้อยกอ กลับชาติมาเกิดเป็น พระสารีบุตร , พญาเกวียนร้อยเล่ม กลับชาติมาเกิดเป็น พระโมคคัลลานะ , เจ้าคัทธเนตร กลับชาติมาเกิดเป็น พระเทวทัต และยังมีนิทานชาดกเรื่องเรื่องพระเนมิราชชาดก ที่เขียนขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2410 – 2417 นอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมที่มีลักษณะโดดเด่นเป็นพิเศษ คือ ภาพบุคคลและภาพวิถีชีวิตของชาวน่านในอดีตที่สอดแทรกอยู่ เช่น ภาพบนฝาผนังซ้ายมือของประตูด้านทิศตะวันตก เป็นรูปชายหนุ่มละหญิงสาวที่กำลังเกี้ยวพาราสีกันของคนสมัยก่อน และมีภาพ “ปู่ม่านย่าม่าน” ที่ได้รับการยกย่องว่างดงามและสมบูรณ์แบบมาก จนกลายมาเป็นภาพ “กระซิบรัก บันลือโลก” ที่นักท่องเที่ยวในปัจจุบันรู้จักกันเป็นส่วนมาก คือชายหนุ่มเปลือยอก เห็นรอยสักเต็มไปทั้งแขน ไหล่ หน้าอก พุง และขา เป็นการสักตามสมัยนิยม เป็นที่มาของการเรียกบุคคลกลุ่มนี้ว่า “ลาวพุงดำ” แต่มีการสอดแทรกสภาพความเป็นอยู่ วิถีชีวิตของชาวเมืองน่านเอาไว้เป็นอย่างดี และยังมีการแสดงภูมิปัญญาในการใช้สีตลอดจนลายเส้นที่ใช้เขียน

        สถาปัตยกรรมวัดภูมินทร์ หากพิจารณา เจ้าผู้ครองนครน่านที่เป็นผู้สร้างวัด นับเป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสในสถาปัตยกรรมของสุโขทัยเป็นอย่างยิ่ง และมีภูมิปัญญานิยมทางสุโขทัย – อยุธยาอย่างมาก เช่น มีพระนามว่า “เจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์” ซึ่งเป็นพระนามที่แปลกกว่าเจ้าผู้ครองนครน่านองค์อื่นๆ ซึ่งมักเป็นภาษาน่านหรือภาษาเหนือ แต่จะมีเพียงพระองค์เดียวในยุคนั้นที่นามเป็นภาษาบาลี – สันสกฤต ซึ่งแปลว่า “พระพรหมผู้เป็นใหญ่” เช่นเดียวกับในสมัยอยุธยาที่ตรงกันก็คือ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ซึ่งแปลว่า พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ดังนั้น สถาปัตยกรรมในการสร้างวัดจึงยึดเอา “ไตรภูมิพระร่วง” ที่เขียนโดยพระยาลิไท พระมหากษัตริย์กรุงสุโขทัยเป็นฐานความคิด กล่าวคือ เป็นการแปรรูปเขาพระสุเมรุ (ใช้โบสถ์และวิหารแทน) และมหาสมุทรที่ล้อมรอบลักษณะทางสถาปัตยกรรม : ในส่วนที่เป็นน้ำ ก็ใช้พญานาค มีลักษณะมีนาค 2 ตัว เลื้อยผ่านตลอดฐานโบสถ์ และเหยียดลำตัวยาวไปตามแนวแกนทิศเหนือ – ใต้ บนฐานเตี้ยๆ ซึ่งเป็นขันฑสีมา ตรงมุมทั้งสี่มีใบเสมาตั้งอยู่ และแม้ว่าอุโบสถหลังนี้ไม่ได้สร้างกำแพงล้มไว้ แต่มุมที่ตั้งใบเสมาทั้งสี่มุมกำแพงไว้เป็นเครื่องชี้แนวเพื่อสร้างความรู้สึกว่า มีกำแพงรอบอุโบสถและพญานาคไว้ ด้วยกันโดยเหตุที่พญานาคเป็นสัญลักษณ์แห่งน้ำ ลักษณะของแผนผังจึงเหมือนกับว่ามีสระน้ำสี่เหลี่ยมที่มีโบสถ์อยู่ตรงกลาง

        นอกจากนี้ยังมี “ธรรมาสน์” ซึ่งส่วนฐานล่างก่ออิฐถือปูนปั้นลายประดับ ตอนบนช่วงคูหาถึงส่วนยอดเป็นเครื่องไม้ตกแต่งด้วยลายสลักและลายรดน้ำ สันนิษฐานว่า คงสร้างขึ้นพร้อมกับวิหาร
อีกอย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของวัดภูมินทร์ที่สวยงามก็คือ บานประตูของวิหารทั้ง 4 ทิศ ด้านทำด้วยกระดานไม่สักที่มีขนาดใหญ่ เมื่อปิดประตูทั้งสองเข้าหากัน จะเห็นเป็นลวดลายแกะสลักเป็นลายกระหนก ที่เป็นรูปท้าวเวสสุวรรณแผลงฤทธิ์และรูปสัตว์ต่างๆ ทั้งจัตุบาท แล้วลงรักปิดทองอย่างวิจิตรงดงาม ยากที่ช่างสมัยนี้จะทำได้



น่าน ทัวร์น่าน ทัวร์หลวงพระบาง ทัวร์เวียดนาม ทัวร์อินโดจีน ทัวร์คุณภาพ ทัวร์,ท่องเที่ยว,บริษัททัวร์,เที่ยวไทย,รับจัดทัวร์,ทัวร์หมู่คณะ,แพ็คเกจทัวร์
Tag คำค้นหา